ชาวพุทธที่ดี

ชาวพุทธที่ดี

ชาวพุทธที่ดี

คำนำ

ชาวพุทธที่ดี คือ ผู้ที่มีความประพฤติดี มีจิตใจที่ดี มีความรู้ความเข้าใจชีวิตและหลักธรรมชาติอย่างดี
จนสามารถดำเนินชีวิตอยู่ในสังคมโลกได้อย่างเป็นปกติสุข ไม่เบียดเบียนตนเองและคนอื่น พร้อมทั้งยังเป็นแบบอย่างในการดำเนินชีวิต และสามารถช่วยเหลือคนที่เข้ามาเกี่ยวข้องสัมพันธ์ได้เป็นอย่างดี

การเป็นชาวพุทธที่ดี หาใช่ว่า เป็นได้เพราะเพียงแต่ทำพิธีปฏิญาณตนเป็นพุทธมามกะ หรือเขียนไว้ในสำเนาทะเบียนบ้านเท่านั้น หากยังต้องฝึกฝนพัฒนาตนเอง ตามหลักธรรมคำสอนที่พระพุทธองค์ทรงวางไว้

‘ชาวพุทธที่ดี’ เล่มนี้ เป็นการรวบรวมหลักคำสั่งสอนในพระพุทธศาสนามาจัดเรียงไว้ เพื่อเป็นแบบในการศึกษาปฏิบัติของชาวพุทธ ผู้ใคร่ต่อการศึกษาและมุ่งหวังเพื่อพัฒนาชีวิตให้ดีงาม

ฐาตุ จิรัง สะตัง ธัมโม ขอให้พระสัทธรรมของพระพุทธองค์ คงอยู่คู่ฟ้าดินตลอดไป เพื่อประโยชน์สุขแก่สรรพสัตว์ทั้งหลาย ผู้เวียนว่ายตายเกิดอยู่ในวัฏสงสารนี้จักได้มีที่พึ่ง เพื่อรื้อถอนตนออกจากกองทุกข์ทั้งปวง

ด้วยไมตรีธรรม

ปิยเมธี

 

ก. ความประพฤติดี

ความประพฤติดี หมายถึง ความประพฤติทางกาย-วาจาอันดีมีประโยชน์ ไม่ก่อโทษทั้งแก่ตนและคนอื่น พระพุทธองค์ทรงวางหลักไว้ให้ในการฝึกหัด พัฒนาพฤติกรรมของเราให้เป็นไปในทางที่ดีงามถูกต้อง การรู้จักใช้กาย-วาจาให้เป็นประโยชน์ ไม่ก่อโทษ ถือว่าเป็นการฝึกจากภายนอก เข้ามาสู่ภายใน (Outside-In Training) เมื่อเรามีพฤติกรรมที่พึงประสงค์ ย่อมทำให้ชีวิตดีขึ้น และจิตใจย่อมสงบเย็นเป็นผลพลอยได้ จากการทำถูกทางกายวาจา โดยมีหลักการฝึกดังนี้ คือ

  1. ชาวพุทธที่ดี ควรหมั่นสวดมนต์ไหว้พระเป็นประจำเช้า-เย็นไม่ให้ขาด เพื่อชำระจิตใจของตนให้สะอาด สงบ สว่าง
  2. ชาวพุทธที่ดี ควรทำ-พูด-คิด ด้วยความหวังดี มีเมตตาธรรมต่อเพื่อนมนุษย์และสรรพสัตว์ทั้งหลาย โดยมองว่าสิ่งมีชีวิตในจักรวาลนี้ เป็นเพื่อนร่วมเกิดแก่เจ็บตาย จึงไม่ควรเบียดเบียนรังแกกัน
  3. ชาวพุทธที่ดี ไม่ควรปล่อยให้ความโลภเกินไป ครอบงำจิตใจจนลุแก่อำนาจ หยิบฉวยเอาสิ่งของที่เจ้าของไม่ได้ให้ หรือใช้เล่ห์เพทุบายในการหลอกหลวงเอาทรัพย์สินเงินทองของผู้อื่น อันเป็นเหตุให้สังคมเดือดร้อน
  4. ชาวพุทธที่ดี ควรมีความเคารพครอบครัวของผู้อื่น เคารพเพื่อนมนุษย์ทุกคนเสมือนญาติในครอบครัวของตน ไม่ปล่อยให้ความคิดฝ่ายต่ำทางเพศครอบงำจนล่วงละเมิดทางเพศกับคนอื่นที่ไม่ใช่สามี-ภรรยาของตน หรือบุคคลอื่น โดยขัดต่อหลักศีลธรรมและกฎหมายบ้านเมือง
  5. ชาวพุทธที่ดี ควรมีสติระวังคำพูดไม่ให้เบียดเบียนทำร้ายทำลายคนอื่น ก่อนจะพูดให้คิดเสมอว่า คำพูดของเรานั้นทำร้าย (Harm) หรือช่วย (Help) ผู้อื่น, ถ้าทำร้ายทำลาย ต้องอดกลั้น ไม่ควรพูดออกไป
  6. ชาวพุทธที่ดี ควรรักษาสุขภาพกายให้ดี หลีกเลี่ยง / ไม่นำพาสิ่งที่เป็นโทษเข้าสู่ร่างกายตนจนขาดสติพลั้งเผลอ เป็นเหตุให้ทำผิดน้อยใหญ่ เพราะเมื่อสุขภาพแข็งแรง ย่อมเป็นผลดีต่อการทำประโยชน์ได้มากมาย
    ทั้งแก่ตนและคนอื่น
  7. ชาวพุทธที่ดี ไม่ควรเที่ยวเตร่ในยามค่ำคืนดึกดื่นจนเกินขอบเขตหรือติดเป็นนิสัย เป็นเหตุให้เสียทรัพย์สิน และสูญเสียสิ่งต่างๆ อีกมากมายตามมา
  8. ชาวพุทธที่ดี ไม่ควรเที่ยวดูการละเล่นมากจนเกินจำเป็น อันเป็นเหตุให้เสียทรัพย์ ชื่อเสียงและสิ่งอื่นๆ เลยเถิดไปถึงเสียเวลาในการพัฒนาตนเองและทำสิ่งดีงาม
  9. ชาวพุทธที่ดี ไม่ควรเข้าไปเกี่ยวข้องกับการพนันทุกชนิด เพราะเป็นทางให้เสื่อมจากความเจริญ
  10. ชาวพุทธที่ดี ควรเลือกคบเพื่อนดี (กัลยาณมิตร) ผู้ที่สามารถชี้แนะ ชักชวนไปในทางที่ดีเจริญก้าวหน้าทางด้านหน้าที่การงาน ความรู้ และคุณธรรม
  11. ชาวพุทธที่ดี ควรเป็นคนขยันหมั่นเพียร ไม่ควรให้ความเกียจคร้านครอบงำ และไม่ควรหวังพึ่งโชคชะตา แต่ควรหวังพึ่งการกระทำของตน ในแต่ละวัน ควรทำสิ่งที่เป็นประโยชน์ต่อตนเอง และต่อผู้อื่นบ้างไม่มากก็น้อย อย่าปล่อยเวลาให้ผ่านไปโดยเปล่าประโยชน์
  12. ชาวพุทธที่ดี ควรเรียนรู้ที่จะเสียสละ แบ่งปันสิ่งต่างๆ ที่ตนมี มากบ้างน้อยบ้างตามความเหมาะสมแก่ฐานะ เป็นต้นว่าการตักบาตรเป็นประจำทุกสัปดาห์ หรือบริจาคเครื่องอุปโภคบริโภคเงินทองแก่องค์กร
    สาธารณกุศลที่ตนสะดวก ไม่เห็นแก่ตัวจนลืมสังคม เพราะเราไม่ได้อยู่คนเดียวในโลก ความเห็นแก่ตัว คือสาเหตุหนึ่งที่ทำให้สังคมวุ่นวายเดือดร้อน
  13. ชาวพุทธที่ดี ควรมีความอ่อนน้อมถ่อมตนต่อผู้เจริญด้วยวัยวุฒิ (มีอายุ) คุณวุฒิ (มีคุณธรรม) และชาติวุฒิ (ผู้เกิดในชาติตระกูลสูงที่สังคมยกย่อง) เช่น พ่อแม่ ครูอุปัชฌาย์อาจารย์ ญาติผู้ใหญ่ เป็นต้น เพื่อลดทิฐิมานะของตน
  14. ชาวพุทธที่ดี ควรมีความกระตือรือร้นในการขวนขวายช่วยเหลืองานส่วนรวม ไม่ดูดายหรือวางเฉยโดยคิดว่าไม่เกี่ยวกับตน ธุระไม่ใช่ ควรทำประโยชน์ไม่ทางใดก็ทางหนึ่งให้แก่สังคมที่ตนอาศัยอยู่ เพื่อเป็นการคืนกำไรให้สังคม
  15. ชาวพุทธที่ดี ควรเสียสละ แบ่งปัน แนะนำสิ่งดีงามที่ตนรู้แก่ผู้อื่น เป็นการสละความตระหนี่ความรู้ออกจากใจตน
  16. ชาวพุทธที่ดี ควรมีมุทิตาจิต พลอยยินดีเมื่อผู้อื่นทำดี-ได้ดี เจริญก้าวหน้าในหน้าที่การงาน และให้การสนับสนุนเพื่อเป็นกำลังใจแก่คนทำดี ทั้งยังเป็นการลดความริษยาในใจตนด้วย
  17. ชาวพุทธที่ดี ควรหมั่นศึกษาพระไตรปิฎก และหมั่นฟังธรรมะหรือสิ่งที่มีสารประโยชน์ต่อตนเองเนืองนิจ เพื่อพัฒนาความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับหลักธรรมคำสอนของพระพุทธเจ้า
  18. ชาวพุทธที่ดี ควรมีความเมตตา เอื้ออาทรต่อคนอื่นผู้หลงทางหลงผิด หรืออยู่ในฐานะที่ต้องการคำแนะนำ ด้วยการให้คำชี้แนะ ชักชวนในทางที่ถูกต้องดีงามตามโอกาสอันเหมาะสม
  19. ชาวพุทธที่ดี ควรเข้าไปหาบัณฑิต-ท่านผู้รู้ เพื่อสอบถามว่า อะไรดี อะไรชั่ว อะไรถูก อะไรผิด อะไรเป็นสาระ และไม่เป็นสาระ อันจะเป็นหลักในการดำเนินชีวิตที่ดี
  20. ชาวพุทธที่ดี ไม่ควรเพ็งโทษ ติเตียน กล่าวร้ายผู้อื่น พึงมองหาส่วนดีเพื่อปฏิบัติตาม สำหรับส่วนที่ไม่ดีก็เอามาเป็นครูสอน
  21. ชาวพุทธที่ดี ควรประกอบอาชีพสุจริต หรือทำอาชีพของตนให้สุจริต ไม่คดโกงเบียดเบียน หรือเบียดบังคนอื่น ไม่ประกอบอาชีพอันทำร้ายชีวิต และทำลายธรรมชาติ
  22. ชาวพุทธที่ดี ควรตระหนักรู้ในหน้าที่ของตน ว่าตนมีหน้าที่อะไรบ้างในชีวิตและหน้าที่การงาน พร้อมทำหน้าที่นั้นให้สมบูรณ์ ไม่ให้ขาดตกบกพร่อง
  23. ชาวพุทธที่ดี ควรรู้กาละ-เทศะ แต่งกายให้สุภาพเรียบร้อย เหมาะกับงาน-สถานที่ๆ ตนไป ไม่ควรแต่งกายไม่สุภาพเรียบร้อยไปนอกบ้านเพื่อยั่วยวนชวนให้เกิดกิเลส เป็นเหตุส่งเสริมให้เกิดอกุศลจิต
  24. ชาวพุทธที่ดี ควรเลือกบริโภคอาหารที่ดีมี ประโยชน์กับร่างกาย และไม่ควรเห็นแก่การกินหรือค่านิยมผิดๆ ที่ว่าต้องกินอาหารราคาแพงหรูหรา ควรตระหนักถึงคำสอนของพระศาสดาว่า กินเพื่ออยู่ ให้มีเรี่ยวแรงในการทำความดียิ่งๆ ขึ้นไป
  25. ชาวพุทธที่ดี ควรทำบ้านหรือที่อยู่ของตนให้สะอาด เป็นระเบียบเรียบร้อย ไม่รกรุงรัง ไม่จำเป็นต้องเป็นบ้านหลังใหญ่โตเพื่ออวดฐานะแข่งขันกัน เพราะจุดประสงค์ของบ้าน มีไว้เพื่อพักผ่อนหลับนอน กันแดดร้อน ฝนตก ภัยอันตรายต่างๆ
  26. ชาวพุทธที่ดี ควรแบ่งทรัพย์ออกเป็น 4 ส่วน คือ ใช้เลี้ยงตน-คนรอบข้าง และทำประโยชน์ 1 ส่วน, ใช้ลงทุน-ทำธุรกิจให้งอกเงย 2 ส่วน และเก็บไว้ใช้ในคราวจำเป็น เช่นเวลาไม่สบาย เพื่อเป็นค่ารักษาพยาบาล เป็นต้น อีก 1 ส่วน

ข. จิตใจดี

จิตใจของชาวพุทธที่ดี คือ มีจิตที่ตั้งมั่น ไม่โอนเอน ไม่หวั่นไหว เข้มแข็ง แน่วแน่ มั่นคง ไม่วอกแวก ไม่หงุดหงิด ไม่ฟุ้งซ่าน ไม่สะทกสะท้าน แต่อ่อนโยน นุ่มนวล ควรแก่การงาน เมื่อเกิดเหตุการณ์ที่ชอบหรือไม่ชอบมากระทบกระทั่งจิต ผู้มีจิตใจดีย่อมสามารถผ่านพ้นวิกฤตินั้นไปได้ ดังนั้น ชาวพุทธที่ดีควรฝึกหัดพัฒนาจิตใจให้มีสภาพที่เข้มแข็ง ไม่อ่อนแอ ไม่ยอมแพ้ต่ออุปสรรค ปัญหาต่างๆ ง่ายๆ ด้วยวิธีดังนี้ คือ

  1. ชาวพุทธที่ดี ควรหมั่นฝึกหัดพัฒนาจิตใจของตนให้มั่นคง บริสุทธิ์ผ่องใส และเหมาะควรแก่การพัฒนาชีวิตจิตใจ ด้วยการเจริญสมถภาวนา (การทำให้จิตใจสงบนิ่งมั่นคง) และวิปัสสนาภาวนา (การอบรมจิตจนเข้าใจธรรมชาติ ความเป็นจริงของชีวิต) ต่อเนื่องเป็นประจำทุกวัน เช้า-เย็น ด้วยอุบายวิธี ดังนี้

27.1 การฝึกหัดพัฒนาจิตใจ-ในรูปแบบ (Formal Practice) คือ การนั่งสมาธิหรือทำสมาธิเช้า-เย็นไม่ขาด ครั้งละ 5-15 นาที หลังจากนั้น จะเพิ่มเวลาเป็น 30 นาที และ 1 ชม. แล้วแต่ความสะดวกของผู้ปฏิบัติ การพัฒนาจิตใจ เริ่มต้นด้วยการนั่งขัดสมาธิ หลับตาลงเบาๆ ผ่อนคลายร่างกายทุกส่วน ผ่อนคลายจิตใจไม่ให้กังวลในหน้าที่การงาน อดีต อนาคต หรือเรื่องใดๆ พร้อมทั้งบอกกับตัวเองว่า ต่อไปเราจะทำสิ่งที่ดีเพื่อตัวเราเอง ด้วยการพักผ่อนทางจิตใจ หลังจากนั้นให้รวบรวมความสนใจทั้งหมดมาเฝ้าดูที่ลมหายใจเข้า-ออก ตามธรรมชาติ ไม่ให้จิตใจวอกแวกไปไหน ให้อยู่กับลมหายใจเข้า-ออก ถ้าจิตคิดเรื่องนั้นเรื่องนี้ วิ่งไปในอดีตหรืออนาคต ให้รู้เท่าทัน และพยายามดึงกลับมา ให้อยู่กับลมหายใจเข้า-ออก ทำอย่างนี้ไปเรื่อยๆ จนจิตสงบ เป้าหมายในขั้นแรกเราต้องการเพียงแค่ความสงบของจิต ส่วนเป้าหมายขั้นต่อไป คือการเข้าใจธรรมชาติต่างๆที่เกิดขึ้น ไม่ว่าจะเป็นความรู้สึก ความคิด และธรรมชาติต่างๆ ที่ผ่านเข้ามา ล้วนไม่เที่ยง เปลี่ยนแปลง ไม่อยู่ในสภาพเดิม และไม่สามารถบังคับบัญชาได้ จนเข้าใจธรรมชาติว่า เราเป็นเพียงผู้รู้-ผู้ดู ดูด้วยความเข้าใจ ไม่ยินดียินร้าย ปฏิบัติต่อสิ่งนั้นด้วยความเข้าใจ

27.2 การฝึกหัดพัฒนาจิตใจ-นอกรูปแบบ (Informal Practice) คือ การเจริญสติสมาธิในชีวิตประจำวัน ตั้งแต่ตื่นนอน จนกระทั่งเข้านอน ชาวพุทธควรมีสติรู้ตัวอยู่ตลอดเวลา ขณะพูด-ทำ-คิด หรือไม่ว่าจะอยู่ในอิริยาบถใดก็ให้ตระหนักรู้ อยู่กับปัจจุบันขณะ เช่น เดิน-ก็รู้ว่าเดิน, ยืน-ก็รู้ว่ายืน, นั่ง-ก็รู้ว่านั่ง, นอน-ก็รู้ว่านอน, อาบน้ำ ทานข้าว เป็นต้น ก็ให้รู้ในกิริยาอาการนั้นๆ เรื่อยไป มีเทคนิคการดำเนินชีวิตประจำวันอยู่ 3 ส. คือ

– สุข มีความสุขกับสิ่งที่ทำขณะนั้น

– สมาธิ มีความตั้งใจ เต็มใจทำสิ่งนั้น

– สติ รู้ตัวทุกขณะที่ทำสิ่งนั้น

ค. ความรู้ดี

ความรู้ดี คือ การรู้ทั่ว-ถึงเหตุและผล, บาปบุญคุณโทษ, ประโยชน์และมิใช่ประโยชน์ อย่างชัดเจน พระพุทธศาสนาสรรเสริญบุคคลผู้ดำเนินชีวิตด้วยปัญญา ว่าเป็นชีวิตที่ประเสริฐ ปัญญาเป็นเสมือนแสงสว่างส่องนำทางให้แก่ชีวิต ให้ดำเนินไปในทางที่ดี มีคุณค่า เป็นประโยชน์ทั้งแก่ตนเองและสังคม ดังนั้น ชาวพุทธที่ดีควรฝึกฝน พัฒนาปัญญาความรู้ให้ยิ่งๆ ขึ้นไป ดังนี้

  1. ชาวพุทธที่ดี ต้องมีความเชื่อมั่นในพระปัญญาตรัสรู้ของพระพุทธเจ้า ว่าทรงตรัสรู้จริง และน้อมนำเอาพระพุทธองค์มาเป็นแบบอย่างในการดำเนินชีวิต รวมถึงมีความเชื่อมั่นในศักยภาพของมนุษย์ ว่าสามารถทำได้ เป็นได้ โดยมีพระองค์เป็นแบบอย่าง และมุ่งศึกษาหาความรู้ไม่หยุดนิ่ง
  2. ชาวพุทธที่ดี ต้องมีความเห็นที่ถูกต้องตามทำนองคลองธรรม รู้ว่าอะไรดี อะไรชั่ว อะไรถูก อะไร ผิด อะไรเป็นสาระ และอะไรไม่เป็นสาระ
  3. ชาวพุทธที่ดี ต้องเชื่อเรื่องกรรม (การกระทำ), ทำดี-ดี ทำชั่ว-ชั่ว มีสติ ระวังการกระทำของตนไม่ว่าจะเป็นความคิด (มโนกรรม) คำพูด (วจีกรรม) และการกระทำ (กายกรรม) ไม่ให้เบียดเบียนทำร้ายใคร
  4. ชาวพุทธที่ดีควรยึดมั่นในหลักคำสอนหลักของพระพุทธองค์ ไม่หวังพึ่งพาสิ่งอื่นเมื่อเกิดปัญหาอุปสรรคขึ้นในชีวิต ควรตั้งคำถามตนเองว่า ในเรื่องนี้ พระพุทธองค์ทรงสอนวิธีแก้ปัญหาไว้อย่างไร แล้วปฏิบัติตามนั้น
  5. ชาวพุทธที่ดีควรมีความเคารพต่อบุคคลอื่นในฐานะเพื่อนมนุษย์ และปฏิบัติต่อเขาในฐานะเพื่อนมนุษย์ ตามหลักทิศ 6 ที่สอนให้ตระหนักรู้ถึงหน้าที่ต่อกันระหว่างมนุษย์ พร้อมทั้งปฏิบัติต่อกันด้วยเมตตาธรรม
  6. ชาวพุทธที่ดีควรเข้าใจลักษณะทั่วไปของสรรพสิ่ง ว่ามีความแปรปรวน ไม่เที่ยงแท้แน่นอน(อนิจจัง) คงทนอยู่ในสภาพเดิมได้ยาก (ทุกขัง) และไม่สามารถบังคับบัญชาได้ เป็นไปตามกระแสของเหตุปัจจัย (อนัตตา)แล้วปฏิบัติต่อสิ่งเหล่านั้นด้วยความเข้าใจ ไม่ท้อแท้หมดหวังเสียใจ
  7. ชาวพุทธที่ดีต้องมีความกตัญญู รู้บุญคุณที่คนอื่นทำแล้วแม้เพียงเล็กน้อย และทำตอบแทน เฉกเช่นพระพุทธเจ้าและพระสารีบุตรผู้เป็นแบบอย่างของความกตัญญู รู้คุณบุคคลอื่น
  8. ชาวพุทธที่ดี ต้องดำเนินชีวิตตามทางสายกลาง หรือมรรคมีองค์ 8 (The Power of Right) อันเป็นหนทางแห่งความสงบสุขที่แท้จริงได้แก่ :-

1. เห็นชอบ (สัมมาทิฏฐิ : Right View; Right Understanding) คือ เห็นว่าอะไรเป็นบาปบุญคุณโทษ ประโยชน์มิใช่ประโยชน์ สูงขึ้นไปจนกระทั่งเห็นหลักความจริงของชีวิตและธรรมชาติ เป็นต้นว่า หลักความจริงอันประเสริฐ (อริยสัจ 4 คือ ทุกข์, สมุทัย, นิโรธ, มรรค)

2. คิดชอบ (สัมมาสังกัปปะ : Right Thought) คือ ความดำริในการออกจากกามคุณ ไม่หมกมุ่นในเรื่องเพศ ไม่คิดพยาบาท ไม่คิดเบียดเบียนใคร หรือพยายามปลูกฝังความคิดดี คิดบวก อันเป็นกระแสของบุญกุศลให้เจริญงอกงาม

  1. เจรจาชอบ (สัมมาวาจา : Right Speech) คือ ความดีทางคำพูด ได้แก่ พูดจริง พูดไพเราะ พูดประสานสามัคคี พูดมีสาระประโยชน์
  2. กระทำชอบ (สัมมากัมมันตะ : Right Action) คือ ความประพฤติชอบทางกาย ได้แก่ การไม่ใช้ร่างกายไปเบียดเบียนทำร้ายใครรวมถึงสิ่งมีชีวิตทุกชนิด การไม่ลักขโมย และการควบคุมความรู้สึกทางเพศไม่ให้มีเกินขอบเขตจนทำร้ายตนเองและผู้อื่น
  3. เลี้ยงชีพชอบ (สัมมาอาชีวะ : Right Livelihood) คือ การทำมาหาเลี้ยงชีวิตที่ดี ไม่เบียดเบียนใครได้แก่ เว้นมิจฉาชีพ เป็นต้นว่าค้าขายอาวุธ มนุษย์ ยาพิษ สุรายาเสพติด ประกอบสัมมาชีพ
  4. เพียรพยายามชอบ (สัมมาวายามะ : Right Effort) คือ มีความพากเพียรพยายาม ละเลิก เว้นสิ่งที่ไม่ดีไม่ให้เกิดขึ้น และเพียรพยายามรักษาสิ่งดีๆ ที่เกิดขึ้น พัฒนาให้สิ่งดีๆ เจริญงอกงาม

7. ระลึกชอบ (สัมมาสติ : Right Mindfulness) คือ มีความรู้ตัว [กาย (ลมหายใจ, อิริยาบถน้อยใหญ่) -ใจ (ความรู้สึก ความคิด และธรรมชาติ)] ทั่วพร้อม ในการดำเนินชีวิตประจำวัน

8. ตั้งจิตมั่นชอบ (สัมมาสมาธิ : Right Concentration) คือ จิตมีคุณภาพ ตั้งมั่น บริสุทธิ์ กระปี้ กระเปร่า

  1. ชาวพุทธที่ดี ควรเข้าใจธรรมชาติ หรือวงจรของชีวิต ว่ามีความเสื่อมโทรม มีความเจ็บป่วย มีความแตกสลายตายไป มีความพลัดพรากจากสิ่งที่รักที่พอใจ และมีกรรมเป็นของตน ใครทำกรรมใดไว้จะต้องรับผลของกรรมนั้น เมื่อเข้าใจแล้วพึงทำใจยอมรับความจริงเหล่านั้น ไม่เศร้าโศกเสียใจจนเกินไป
  2. ชาวพุทธที่ดี ควรเข้าใจชีวิตของคนเราว่า ประกอบด้วยรูปกับนาม ส่วนรูป-ประกอบด้วยธาตุ 4 คือ ดิน น้ำ ลม ไฟ, ส่วนนาม-ประกอบด้วยความรู้สึก ความทรงจำ ความคิด และความรู้ ทั้งสองสิ่งเกี่ยวกัน แยกจากกันไม่ได้ เมื่อรู้แล้วจึงควรปฏิบัติต่อรูป (ร่างกาย) และนาม (ใจ) ให้ถูกต้อง
  3. ชาวพุทธที่ดี ควรเข้าใจสิ่งของที่มีมาคู่โลก หรือเงื่อนไขของโลก ว่ามีสุข มีทุกข์ นินทา สรรเสริญ มีลาภ เสื่อมลาภ มียศ เสื่อมยศ เมื่อเกิดเหตุการณ์ใดขึ้นกับตนเอง ก็สามารถปรับใจรับกับสิ่งนั้นได้ โดยเห็นว่าเป็นเรื่องธรรมดาของชีวิต ไม่มีอะไรเที่ยงแท้แน่นอน มาแล้วก็ไป
share

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *