อานาปานสติสูตร

(282-283) คราวหนึ่ง ขณะที่พระพุทธองค์ประทับอยู่ที่มิคารมาตุปราสาทในวัดบุพพาราม กรุงสาวัตถี พร้อมด้วยพระเถระองค์สำคัญ ๆ หลายรูป เช่น พระสาริบุตร พระมหาโมคคัลลานะ พระมหากัสสปะ พระมหากัจจายนะ พระมหาโกฏฐิตะ พระมหากัปปินะ พระมหาจุนทะ พระเรวตะ พระอานนท์ และรูปอื่น ๆ อีก พรรษานั้นพระเถระบางท่านก็ทำหน้าที่อบรมสั่งสอนภิกษุ 10 รูปบ้าง 20 รูปบ้าง 30 รูปบ้าง 40 รูปบ้าง ภิกษุนวกะ (พระใหม่) ทั้งหลายที่ได้รับการอบรมสั่งสอน ต่างก็เข้าถึงคุณวิเศษ(ฌาณและวิปัสสนารุดหน้า) ยิ่งขึ้น
คืนจันทร์เพ็ญวันหนึ่งซึ่งเป็นวันอุโบสถ 15 ค่ำ (เดือน 11) และเป็นวันปวารณา(วันออกพรรษา) พระพุทธองค์ประทับอยู่ที่กลางแจ้งท่ามกลางภิกษุสงฆ์ เมือทรงทอดพระเนตรเห็นหมู่สงฆ์นั่งสงบนิ่งกันอยู่ จึงมีพระวาจาแสดงความพอพระทัยในการปฏิบัติธรรมของภิกษุทั้งหลาย ทรงเพิ่มให้กำลังใจแก่ภิกษุเหล่านั้นเพื่อการบรรลุธรรมยิ่ง ๆ ขึ้นไป และรับสั่งว่าจะทรงอยู่ในกรุงสาวัตถีต่อไปอีกจนครบ 4 เดือนฤดูฝน คือจนถึงวันเพ็ญเดือน 12 ซึ่งดอกโกมุทกำลังบานสะพรั้ง
พวกภิกษุในชนบทเมื่อทราบข่าว ต่างก็ออกเดินทงบ่ายหน้าสู่กรุงสาวัตถีเพื่อเข้าเฝ้า ก็ยิ่งเพิ่มจำนวนภิกษุให้พระเถระทั้งหลายอบรมสั่งสอนอีกมากมาย
(284) วันคืนล่วงเลยไปจนถึงวันสุดท้ายของฤดูฝน คืนนั้นราตรีแจ่มกระจ่างด้วยจันทร์เพ็ญแห่งเดือน 12 ดอกโกมุทกำลังบานสะพรั่ง พระพุทธองค์ประทับนั่งอยู่ ณ ที่กลางแจ้ง โดยมีภิกษุสงฆ์นั่งแวดล้อมเป็นวงกว้าง ทรงเหลียวดูหมู่สงฆ์ซึ่งอยู่ในอาการสงบนิ่งกันทุกรูป แล้วตรัสขึ้นว่า
“ภิกษุทั้งหลาย ! ชุมนุมนี้ไม่คุยกัน ชุมนุมนี้ไม่มีเสียงพูดจา แน่วนิ่งอยู่ในแก่นธรรมอันบริสุทธิ์ “ภิกษุทั้งหลาย! ภิกษุสงฆ์นี้ ชุมนุมนี้ สมกับเป็นชุมนุมที่ควรแก่การเคารพ ควรแก่การต้อนรับ ควรแก่ทักษิณาทาน ควรแก่การนบไหว้ เป็นเนื้อนาบุญของโลกสุดหาใดเปรียบ ภิกษุสงฆ์นี้ชุมนุมนี้ กล่าวได้ว่าเป็นชุมนุมที่เขาถวายของน้อย ให้อานิสงส์มาก เขาถวายของมาก อานิสงส์ก็ยิ่งมากเป็นทวี ภิกษุสงฆ์นี้ชุมนุมนี้ ชาวโลกยากที่จะได้พบเห็น ภิกษุสงฆ์นี้ชุมนุมนี้คู่ควรที่ผู้คนจะแบกขนเสบียงเดินทางไกลเป็นโยชน์ ๆ เพื่อจะได้ดูชม”
(คำว่าชุมนุม แปลจากคำว่าปริสา ทั่วไปแปลทับศัพท์ว่าบริษัท(คำสันสกฤต) หมายถึงพุทธบริษัท ในที่นี้หมายถึงเฉพาะภิกษุสงฆ์)
(285 -287) จากนั้น ตรัสถึงภิกษุที่นั้งอยู่ในที่นั้นว่ามีประเภทต่าง ๆ กัน คือ มีทั้งพระอรหันต์ พระอนาคามี พระ สกทาคามี พระโสดาบัน มีทั้งภิกษุผู้เจริญสติปัฏฐาน 4 ภิกษุผู้เจริญสัมมัปปธาน 4 ภิกษุผู้เจริญอิทธิบาท 4 ภิกษุผู้เจริญอินทรีย์ 5 ภิกษุผู้เจริญพละ 5 ภิกษุผู้เจริญโพชฌงค์ 7 ภิกษุผู้เจริญมรรคมีองค์ 8 ภิกษุผู้เจริญเมตตา ภิกษุผู้เจริญกรุณา ภิกษุผู้เจริญมุทิตา ภิกษุผู้เจริญอุเบกขา ภิกษุผู้เจริญสุภสัญญา ภิกษุผู้เจริญอนิจจสัญญา และภิกษุผู้เจริญอานาปานสติ
เจริญอานาปานสติทำให้ธรรม 3 อย่างบริบูรณ์ได้
สำหรับผู้เจริญอานาปานสติ พระพุทธองค์ตรัสในตอนนี้ว่า “ภิกษุทั้งหลาย ! อานาปานสติที่ภิกษุเจริญแล้ว ทำให้มากแล้ว ย่อมมีผลมากมีอานิสงส์มาก “ภิกษุทั้งหลาย! อานาปานสติที่ภิกษุเจริญแล้ว ทำให้มากแล้ว จะยังสติปัฏฐาน 4 ให้บริบูรณ์ได้ สติปัฏฐาน 4 ที่ภิกษุเจริญแล้วทำให้มากแล้ว จะยังโพชฌงค์ 7 ให้บริบูรณ์ได้โพชฌงค์ 7 ที่ภิกษุเจริญแล้วทำให้มากแล้ว จะยังวิชชาและวิมุตติให้บริบูรณ์ได้”
วิธีเจริญอานาปานสติให้ได้ผลมาก
หลังจากตรัสว่า การเจริญอานาปานสติ จะทำให้ธรรม 3 อย่างนั้นบริบูรณ์ได้แล้ว พระพุทธองค์ก็ทรงแจกแจงวิธีเจริญอานาปานสติซึ่งจะนำไปสู่ความสำเร็จในการเจริญสติปัฏฐาน 4 โพชฌงค์ 7 และวิชชา-วิมุตติ ตามลำดับ (ขอนำพุทธวจนะมาแสดงให้เห็นชัด ๆ ว่าทรงแจกแจงไว้อย่างไร)
(288) “ภิกษุทั้งหลาย! อานาปานสติ ที่ภิกษุเจริญแล้วอย่างไร ทำให้มากแล้วอย่างไร จึงมีผลมากมีอานิสงส์มาก ? “ภิกษุทั้งหลาย! ภิกษุในธรรมวินัยนี้
(1) ไม่ว่าจะเข้าอยู่ป่าก็ตาม อยู่ที่โคนไม้ก็ตาม อยู่ในเรือนว่างก็ตาม เธอนั่งขัดสมาธิ (คู้บัลลังก์) ตั้งกายตรง ตั้งสติมั่นไว้เฉพาะหน้า (ตั้งสติกำหนดลมหายใจ) เธอย่อมมีสติหายใจออก มีสติหายใจเข้า
(2) เมื่อหายใจออกยาวก็รู้ชัดว่าหายใจออกยาว เมื่อหายใจเข้ายาวก็รู้ชัดว่าหายใจเข้ายาว เมื่อหายใจออกสั้นก็รู้ชัดว่าหายใจออกสั้น เมื่อหายใจเข้าสั้นก็รู้ชัดว่าหายใจเข้าสั้น ตั้งใจฝึกฝน (สิกฺขติ) ว่าเราจักกำหนดรู้กาย (ลมหายใจ) ทั้งปวง (สพฺพกายปฏิสํเวที)หายใจออก เราจักกำหนดรู้กายทั้งปวงหายใจเข้าตั้งใจฝึกฝนว่าเราจักระงับกายสังขาร(หมายถึงทำให้ลมหายใจละเอียดประณีตยิ่ง ๆ ขึ้นโดยลำดับ) หายใจออก เราจักระงับกายสังขารหายใจเข้า
(3) ตั้งใจฝึกฝนว่า เราจักกำหนดรู้ปีติหายใจออก เราจักกำหนดรู้ปีติหายใจเข้า ตั้งใจฝึกฝนว่า เราจักกำหนดรู้สุขหายใจออก เราจักกำหนดรู้สุขหายใจเข้า ตั้งใจฝึกฝนว่า เราจักกำหนดรู้จิตตสังขาร (หมายถึงสภาวธรรมที่ปรุงแต่งจิตคือสัญญาและเวทนา)หายใจออก เราจักกำหนดรู้จิตตสังขารหายใจเข้า ตั้งใจฝึกฝนว่า เราจักระงับจิตตสังขารหายใจออก เราจักระงับจิตตสังขารหายใจเข้า
(4) ตั้งใจฝึกฝนว่า เราจักกำหนดรู้จิต (จิตฺตปฏิสํเวที – รู้ว่าจิตขณะนั้นประกอบด้วยเจตสิกธรรมอะไรอยู่) หายใจออก เราจักกำหนดรู้จิตหายใจเข้า ตั้งใจฝึกฝนว่า เราจักทำจิตให้ร่าเริง(อภิปฺปโมทยํ จิตฺตํ – ทำจิตให้บันเทิง, ให้เบิกบาน) หายใจออกเราจักทำจิตให้ร่าเริงหายใจเข้า ตั้งใจฝึกฝนว่า เราจักตั้งจิตมั่น (สมาทหํ จิตฺตํ) หายใจออก เราจักตั้งจิตมั่นหายใจเข้า ตั้งใจฝึกฝนว่า เราจักผ่อนคลายจิต(วิโมจยํ จิตฺตํ-เปลื้องจิต) หายใจออก เราจักผ่อนคลายจิตหายใจเข้า
(5) ตั้งใจฝึกฝนว่า เราจักเพ่งพิจารณาความไม่เที่ยง (อนิจฺจานุปสฺสี) หายใจออก เราจักเพ่งพิจารณาความไม่เที่ยงหายใจเข้า ตั้งใจฝึกฝนว่า เราจักเพ่งพิจารณาความคลายกำหนัด (วิราคานุปสฺสี – เพ่งพิจารณาความไม่ยินดีติดใจ)หายใจออก เราจักเพ่งพิจารณาความคลายกำหนัดหายใจเข้า ตั้งใจฝึกฝนว่า เราจักเพ่งพิจารณาความดับกิเลส (นิโรธานุปสฺสี) หายใจออก เราจักเพ่งพิจารณาความดับกิเลสหายใจเข้า ตั้งใจฝึกฝนว่า เราจักเพ่งพิจารณาความสละคืนกิเลส (ปฏินิสฺสคฺคานุปสฺสี –beholding casting away) หายใจออก เราจักเพ่งพิจารณาความสละคืนกิเลสหายใจเข้า
“ภิกษุทั้งหลาย! อานาปานสติที่ภิกษุเจริญแล้วอย่างนี้ทำให้มากแล้วอย่างนี้ จึงมีผลมากมีอานิสงส์มาก”
อธิบายขั้นตอนการเจริญอานาปานสติ
คำว่า “ตั้งใจฝึกฝน” แปลจากคำว่า “สิกฺขติ” (ซึ่งมักจะแปลกันว่าสำเหนียกหรือศึกษา) ทั้งนี้ก็เพราะต้องการสื่อความหมายว่าเป็นการฝึกจิตหรือกำหนดจิตพร้อมกำหนดลมหายใจเข้า-ออก คือฝึกโดยการกำหนดในจิตอย่างที่ภาษาอังกฤษพูดว่า he trains himself, thinking…
การเจริญอานาปานสติตามพุทธวจนะนี้ มี 5 ช่วงตอน คือ (1) ช่วงต้น เริ่มตั้งแต่เลือกสถานที่ให้เหมาะ จนถึงตั้งสติกำหนดลมหายใจเข้า-ออก (2) ช่วงกำหนดรู้กายสัขาร (ลมหายใจ) ช่วงตอนนี้ใช้เจริญกายานุปัสสนาสติปัฏฐานได้ (3) ช่วงกำหนดรู้เวทนาไปจบลงที่ระงับจิตตสังขาร (เวทนาและสัญญา) ช่วงตอนนี้ใช้เจริญเวทนานุปัสสนาสติปัฏฐานได้ (4) ช่วงกำหนดรู้จิต ไปจบลงที่เปลื้องจิต ช่วงตอนนี้ใช้เจริญจิตตานุปัสสนาสติปัฏฐานได้ (5) ช่วงเพ่งพิจารณาธรรม (คำว่าเพ่งพิจารณา แปลจากคำว่า อนุปสฺสี-ตามดู, ตามพิจารณา) ไปจบลงที่เพ่งพิจารณาความสละคืนกิเลส ช่วงตอนนี้ใช้เจริญธัมมานุปัสสนาสติปัฏฐานได้
กระบวนการเจริญอานาปานสติ ถือว่าเริ่มเข้าที่นับตั้งแต่ช่วงตอน(2) คือช่วงกำหนดรู้กายสังขาร เมื่อแจกแจงขั้นตอนจากช่วงตอนนี้ไปจนจบ ก็จะได้หัวข้อของการเจริญอานาปานสติ 16 หัวข้อ อรรถกถาเรียกกระบวนการทั้งหมดนี้ว่า “โสฬสวัตถุอานาปานสติกัมมัฏฐาน” (อานาปานสติกัมมัฏฐาน 16 หัวข้อ) ใน 16 หัวข้อนี้แบ่งออกเป็น 4 ส่วนนี้เองเรียกว่า จตุกกะ หมายความว่า กระบวนการเจริญอานาปานสติมี 4 หมวด
อรรถกถากล่าวว่า ผู้เริ่มฝึกอานาปานสติ ให้ฝึกปฏิบัติเฉพาะจตุกกะแรก คือช่วงตอน (2) ส่วนที่เหลือเป็นวิธีปฏิบัติของผู้ได้ฌานแล้ว และ 3 จตุกกะแรกคือ (2)-(3)-(4) ใช้ได้ทั้งสมถะและวิปัสสนา จตุกกะสุดท้ายคือ (5) ใช้ได้สำหรับวิปัสสนาอย่างเดียว (วิสุทฺธิ. 2/66,84)
ความแตกต่างระหว่างอานาปานสติกับการฝึกเกี่ยวกับลมหายใจของโยคะที่เรียกว่าปราณยามเป็นต้น อยู่ที่ว่า อานาปานสติ มุ่งฝึกสติ ไม่ใช่ฝึกหายใจ การฝึกควบคุมลมหายใจในลัทธิอื่น พระพุทธองค์เคยผ่านมาแล้วเมื่อคราวบำเพ็ญทุกรกิริยาก่อนตรัสรู้ (โบรดศึกษาเพิ่มเติมเรื่องนี้ในหนังสือ 2 เล่ม คือ Buddist Meditation in Theory and Practive. By P. Vajiranana Mahathera (Columbo: M.D. Gunasena & Co., Lt., 1962) ] The Heart of Buddist Meditation, By Nyanaponika Thera (London:Rider Co., Ltd., 1962)
โปรดสังเกตอีกอย่างหนึ่งว่า ในบรรดาวิธีปฏิบัติฏรรมฐาน มีอานาปานสติกรรมฐานเท่านั้นที่กำหนดอิริยาบถไว้ชัดเจนว่าให้นั้งคู้บัลลังก์(นั่งขัดสมาธิ)ตั้งกายตรง กรรมฐานอย่างอื่นไม่ระบุเจาะจงอย่างนี้
เจริญอานาปานสติอย่างไร สติปัฏฐาน 4 จึงจะบริบูรณ์
(289) ทรงอธิบายวิธีเจริญอานาปานสติ ซึ่งจะทำให้สติปัฏฐาน 4 บริบูรณ์ ดังนี้
- ฝึกเพ่งพิจารณากายในภาย
เมื่อใดที่ภิกษุ
- หายใจออกยาวก็รู้ชัดว่าหายใจออกยาว หายใจเข้ายาวก็รู้ชัดว่าหายใจเข้ายาว, หายใจออกสั้นก็รู้ชัดว่าหายใจออกสั้น หายใจเข้าสั้นก็รู้ชัดว่าหายใจเข้าสั้น
- ตั้งใจฝึกฝนว่า เราจักกำหนดรู้กาย(ลมหายใจ) ทั้งปวงหายใจออก เราจักกำหนดรู้กายทั้งปวงหายใจเข้า
- ตั้งใจฝึกฝนว่า เราจักระงับกายสังขาร (ลมหายใจ) หายใจออก เราจักระงับกายสังขารหายใจเข้า
“ภิกษุทั้งหลาย! เมื่อนั้น ภิกษุชื่อว่าเห็นกายในกาย (กาเย กายานุปสฺสี) มีความเพียร(อาตาปี) มีสัมปชัญญะ (สมฺปชาโน) มีสติ กำจัดอภิชฌา(ความชอบ)และโทมนัส(ความชัง)ในโลกเสียได้”
“ภิกษุทั้งหลาย! เรากล่าวว่าลมหายใจออก-ลมหายใจเข้านี้เป็นกายชนิดหนึ่งในจำพวกกายทั้งหลาย ฉะนั้น ในเวลานั้นภิกษุจึงชื่อพิจารณาเห็นกายในกาย มีความเพียร มีสัมปชัญญะ มีสติ กำจัดอภิชฌาและ
โทมนัสในโลกเสียได้”
- ฝืกเพ่งพิจารณาเวทนาในเวทนา
เมื่อใดที่ภิกษุ
- ตั้งใจฝึกฝนว่า เราจักกำหนดรู้ปีติหายใจออก เราจักกำหนดรู้ปีติหายใจเข้า
- ตั้งใจฝึกฝนว่า เราจักกำหนดรู้สุขหายใจออก เราจักกำหนดรู้สุขหายใจเข้า
- ตั้งใจฝึกฝนว่า เราจักกำหนดรู้จิตตสังขาร(เวทนาและสัญญา)หายใจออก เราจักกำหนดรู้จิตตสังขารหายใจเข้า
“ภิกษุทั้งหลาย! เมื่อนั้น ภิกษุชื่อว่าเพ่งพิจารณาเวทนาในเวทนา มีความเพียร มีสัมปชัญญะ มีสติ กำจัดอภิชฌา(ความชอบ)และโทมนัสในโลกเสียได้”
“ภิกษุทั้งหลาย! เรากล่าวว่า การใส่ใจ(มนสิการํ)ลมหายใจออก-ลมหายใจเข้าเป็นอย่างดีเช่นนี้ เป็นเวทนาชนิดหนึ่งในจำพวกเวทนาทั้งหลาย ฉะนั้น ในเวลานั้นภิกษุจึงชื่อว่าเพ่งพิจารณาเวทนาในเวทนา มีความเพียร มีสัมปชัญญะ มีสติ กำจัดอภิชฌาและโทมนัสในโลกเสียได้”
- ฝึกเพ่งพิจารณาจิตในจิต
เมื่อใดที่ภิกษุ
- ตั้งใจฝึกฝนว่า เราจักกำหนดรู้จิตหายใจออก เราจักกำหนดรู้จิตหายใจเข้า
- ตั้งใจฝึกฝนว่า เราจักทำให้จิตบันเทิงหายใจออก เราจักทำให้จิตบันเทิงหายใจเข้า
- ตั้งใจฝึกฝนว่า เราจักตั้งจิตมั่นหายใจออก เราจักตั้งจิตมั่นหายใจเข้า
- ตั้งใจฝึกฝนว่า เราจักเปลื้องจิตหายใจออก เราจักเปลื้องจิตหายใจเข้า (คำว่าจิตในที่นี้ หมายถึงสภาวะของจิตในขณะนั้น เช่น เป็นจิตมีกิเลสชนิดใด ฟุ้งซ่าน หรือเป็นสมาธิ หรือหลุดพ้น-ไม่หลุดพ้น เป็นต้น
“ภิกษุทั้งหลาย! เมื่อนั้น ภิกษุชื่อว่าเพ่งพิจารณาจิตในจิต มีความเพียร มีสัมปชัญญะ มีสติกำจัดอภิชฌาและโทมนัสในโลกเสียได้
“ภิกษุทั้งหลาย! เราไม่กล่าวว่ามีอานาปานสติสำหรับคนที่มีสติเลอะเลือนไม่มีสัมปชัญญะ (นาหํ ภิกฺขเว มุฏฐสติสฺส อสมฺปชานสฺส อานาปานสติ วทามิ.) ฉะนั้น ในเวลานั้นภิกษุ จึงชื่อว่าเพ่งพิจารณาจิตในจิต มีความเพียร มีสัมปชัญญะ มีสติ กำจัดอภิชฌาและโทมนัสในโลกเสียได้”
(มีคำกล่าวว่า อานาปานสติเป็นกรรมฐานที่เหมาะแก่คนโมหจริตด้วย แต่คัมภีร์วิสุทธิมัคค์ (วิสุทธิ. 2/55, 75) กล่าวว่า อานาปานสติเป็นกรรมฐานที่ทำได้ยาก และยกให้อานาปานสติเป็นสุดยอดของกรรมฐาน เป็นที่มนสิการของพระพุทธเจ้า พระปัจเจกพุทธเจ้า และพุทธสาวกประเภทมหาบุรุษเท่านั้น ไม่ใช่กรรมฐานเล็กน้อยที่ใคร ๆ ก็จะฝึกปฏิบัติได้สำเร็จ มีเสียงรบกวนก็ไม่ได้ (จึงต้องพิถีพิถันเลือกสถานที่ให้เหมาะเป็นเบื้องต้น)
- ฝึกเพ่งพิจารณาธรรมในธรรม
เมื่อใดที่ภิกษุ
- ตั้งใจฝึกฝนว่า เราจักเพ่งพิจารณาความไม่เที่ยงหายใจออก เราจักเพ่งพิจารณาความไม่เที่ยงหายใจเข้า
- ตั้งใจฝึกฝนว่า เราจักเพ่งพิจารณาความคลายกำหนัด(วิราคะ) หายใจออก เราจักเพ่งพิจารณาความคลายกำหนัดหายใจเข้า
- ตั้งใจฝึกฝนว่า เราจักเพ่งพิจารณาความสละคืนกิเลสหายใจออก เราจักเพ่งพิจารณาความสละคืนกิเลสหายใจเข้า
“ภิกษุทั้งหลาย! เมื่อนั้น ภิกษุชื่อว่าเพ่งพิจารณาธรรมในธรรม มีความเพียร มีสัมปชัญญะ มีสติ กำจัดอภิชฌาและโทมนัสในโลกเสียได้ เธอเห็นการละอภิชฌาและโทมนัสด้วยปัญญาแล้ว ย่อมมีใจละวางเป็นอันดี (สาธุกํ อชฺฌุเปกฺขิตา-เกิดอุเบกขา) ฉะนั้น ภิกษุจึงชื่อว่าพิจารณาธรรมในธรรม มีความเพียร มีสัมปชัญญะ มีสติ กำจัดอภิชฌาและโทมนัสในโลกเลียได้”
(คำว่า “มีความเพียร มีสัมปชัญญะ มีสติ” แปลจากบาลีว่า “อาตาปี สมฺปชาโน สติมา” มีความเพียรหมายถึงมีสัมมาวายามะ มีสัมปชัญญะหมายถึงมีสัมมาทิฐิ มีสติหมายถึง มีสัมมาสติ องค์ธรรม 3 อย่างนี้เกิดร่วมกันเสมอในการเจริญองค์มรรคที่เหลือ (เหมือนที่กล่าวถึงแล้วใจมหาจัตตารีสกสูตรหน้า 4-5)
“ธรรม” ในข้อว่าเพ่งพิจารณาธรรมในธรรม ได้แก่ 1. นิวรณ์ (5) 2. ขันธ์ (5) 3. อายตนะภายใน-ภายนอก (เพ่งพิจารณาว่าอายตนะนั้น ๆ มีกิเลส(สังโยชน์) อาศัยเกิดหรือไม่เกิดอย่างไร) 4. โพชฌงค์ (7) 5. อริยสัจ (4) ว่าแต่ละอย่างเป็นอย่างไร เกิดหรือไม่เกิดอย่างไร
ควรบันทึกไว้เป็นข้อพิจารณาด้วยว่า มีนักการศึกษาชาวตะวันตกกล่าวเปรียบเทียบระหว่างแนวการปฏิบัติแบบสติปัฏฐาน 4 กับวิธีการแบบจิตวิเคราะห์ของจิตแพทย์ เห็นว่า แนวปฏิบัติแบสติปัฏฐานได้ผลดีกว่า ได้ประโยชน์กว้างขวางกว่า และทุกคนสามารถลงมือปฏิบัติได้เอง ช่วยส่งเสริมสุขภาพจิตในยามปกติทั่วไปด้วย (เรื่องนี้กล่าวไว้ในหนังสือ Buddhism: the Religion of Analysis, By N.P. Jacobson (Carbondale, Illinois: southern Illinois University Press, 1970.)
เจริญสติปัฏฐาน 4 อย่างไร โพชฌงค์ 7 จึงจะบริบูรณ์
โพชฌงค์
ก่อนจะเข้าสู่เนื้อหาของหัวเรื่องต่อไปนี้ ขออธิบายเรื่องโพชฌงค์เป็นความรู้เบื้องต้นก่อน เพื่อจะได้เข้าใจพุทธวจนะในเรื่องนี้มากขึ้น
โพชฌงค์ แปลตามศัพท์ว่า ธรรมที่เป็นองค์แห่งการตรัสรู้ หรือองค์ธรรมของผู้ตรัสรู้ มี 7 อย่างคือ 1. สติ 2. ธัมมวิจยะ(การพิจารณาเลือกเฟ้นะรรม) 3. วิระยะ 4. ปีติ 5. ปัสสัทธิ(ความสงบกายสงบใจ) 6. สมาธิ 7. อุเบกขา แต่ละอย่างเมือเรียกเต็มรูปศัพท์ จะต่อท้ายด้วยคำว่าสัมโพชฌงค์ เช่น สติสัมโพชฌงค์ เป็นต้น
พุทธวจนะให้ความหมายแกโพชฌงค์ว่า เพราะเป็นไปเพื่อโพธะ (ความตรัสรู้) ฉะนั้นจึงได้ว่าโพชฌงค์ (สํ.ม. 19/390/104:435/120) คัมภีร์วิสุทธิมัคค์ให้ความหมายว่า องค์คุณของผู้ตรัสรู้หรือผู้จะตรัสรู้-องค์ประ
กอบของการตรัสรู้ ส่วนพระธรรมปิฏก(ประยุทธ์ ปยุตฺโต) กล่าวไว้ในหนังสือพุทธธรรมว่า โพชฌงค์ เป็นสนามปฏิบัติการทางปัญญา โพชฌงค์เป็นทั้งธรรมเกื้อหนุนในการเจริญสมาธิ และเป็นที่ใช้สมาธิเพื่อประโยชน์ที่สูงขึ้นไปจนบรรลุจุดหมายสูงสุดคือวิชชาและวิมุตติ (พุ.ธ. 879)
ความหมายโดยย่อของโพชฌงค์ 7 แต่ละอย่างมีดังนี้
- สติสัมโพชฌงค์ ความระลึกได้ คือ ระลึกได้ถึงธรรมหรือสิ่งที่จะต้องทำในขณะนั้น
- ธัมมวิจยสัมโพชฌงค์ การเลือกเฟ้นะรรมหมายถึงการใช้ปัญญาพิจารณาสิ่งที่สติระลึกได้นั้น
- วิริยะสัมโพชฌงค์ ความเพียร คือกล้าแข็ง มุ่งมั่นทำในสิ่งที่ปัญญาเลือกเฟ้นให้
- วิริยะสัมโพชฌงค์ ความอิ่มใจ– ปลาบปลื้ม-ซาบซึ้งใจ
- ปัสสัทธิสัมโพชฌงค์ ความสงบกายและใจ หมายถึงอาการสงบเย็น และเบาสบายของกายใจ
- สมาธิสัมโพชฌงค์ ความมีจิตตั้งมั่น จิตมีอารมณ์เพียงหนึ่งเดียว
- อุเบกขาสัมโพชฌงค์ ความมีใจเป็นกลางเพ่งพิจารณาธรรมอย่างเรียบเฉยแน่วนิ่ง
ความเกื้อหนุนกันระหว่างสติปัฏฐาน 4 กับโพชฌงค์ 7 อยู่ที่ว่า เมื่อได้เจริญสติปัฏฐานอย่างใดอย่างหนึ่ง ก็จะเกิดสติ สตินั้นเองจะช่วยให้มีการใช้ปัญญาพิจารณาเลือกเฟ้นธรรม(ธัมมวิจยะ) จากนั้นก็จะเกิดโพชฌงค์อย่างอื่น ๆ ต่อเนื่องไปตามลำดับ
(290) หลังจากตรัสว่า อานาปานสติทำให้การเจริญสติปัฏฐาน 4 บริบูรณ์ได้อย่างไรแล้ว พระพุทธองค์ก็ตรัสว่า สติปัฏฐานที่ภิกษุเจริญแล้ว ทำให้มากแล้ว สามารถทำให้โพชฌงค์ 7 บริบูรณ์ ดังนี้
“ภิกษุทั้งหลาย! เมื่อใดที่ภิกษุเห็นกายในกาย มีความเพียร มีสัมปชัญญะ มีสติ กำจัดอภิชฌาและโทมนัสในโลกเสียได้ เมื่อนั้นสติเป็นอันตั้งมั่นไม่หลงเลือน”
“ภิกษุทั้งหลาย เมื่อใดที่สติตั้งมั่นไม่หลงเลือน เมื่อนั้นก็หมายถึงสติสัมโพชฌงค์เริ่มเกิด ภิกษุชื่อว่าได้เจริญสติสัมโพชฌงค์ สติสัมโพชฌงค์ของภิกษุนั้นจะถึงความเจริญและความบริบูรณ์ เมื่อเธอมีสติอยู่อย่างนั้น การใช้ปัญญาคิดค้นไตร่ตรอง พิจารณาธรรมก็เกิดขึ้น”
“ภิกษุทั้งหลาย เมื่อใดที่ภิกษุคิดค้นไตร่ตรอง พิจารณาธรรมด้วยปัญญา ระดมความเพียรไม่ย่อหย่อน เมื่อนั้นวิริยสัมโพชฌงค์ก็เป็นอันเริ่มต้นขึ้น ภิกษุนั้นชื่อว่าได้เจริญวิริยสัมโพชฌงค์ วิริยสัมโพชฌงค์ของภิกษุนั้นจะถึงความเจริญและความบริบูรณ์ ปีติที่ปราศจากอามิส (ปีติ นิรามิสา – ปีติที่ไม่อิงกามคุณ) ย่อมเกิดขึ้นแก่ภิกษุผู้ระดมความเพียรแล้ว”
“ภิกษุทั้งหลาย เมื่อใดที่ปีติปราศจากอามิสเกิดแก่ภิกษุผู้ระดมความเพียร เมื่อนั้นปีติสัมโพชฌงค์ก็เป็นอันเริ่มต้นขึ้น ภิกษุชื่อว่าเจริญปีติสัมโพชฌงค์ ปีติสัมโพชฌงค์ของภิกษุนั้นย่อมจะถึงความเจริญและความบริบูรณ์ ภิกษุผู้มีใจเกิดปีติทั้งกายทั้งจิตก็สงบระงับได้ (ปสฺสมฺภติ – ผ่อนคลายสงบ)”
“ภิกษุทั้งหลาย! เมื่อใดที่ทั้งกายทั้งจิตของภิกษุผู้มีใจเกิดปีติสงบระงับได้ เมื่อนั้นปัสสัทธิสัมโพชฌงค์ก็เป็นอันเริ่มต้นขึ้น ภิกษุชื่อว่าเจริญปัสสัทธิสัมโพชฌงค์ ปัสสัทธิสัมโพชฌงค์ย่อมจะถึงความเจริญและความบริบูรณ์ เมื่อภิกษุมีกายสงบระงับมีความสุข จิตก็ตั้งมั่น”
“ภิกษุทั้งหลาย เมื่อใดจิตของภิกษุผู้มีกายสงบระงับเป็นสุขตั้งมั่น เมื่อนั้นสมาธิสัมโพชฌงค์ก็เป็นอันเริ่มต้น ภิกษุชื่อว่าเจริญสมาธสัมโพชฌงค์ สมาธิสัมโพชฌงค์ของภิกษุนั้นย่อมจะถึงความเจริญและความบริบูรณ์ ภิกษุนั้นย่อมสามารถวางจิตที่ตั้งมั่นเช่นนั้นให้เฉยนิ่งได้เป็นอย่างดี (สาธุกํ อชฺฌุเปกฺขิตา โหติ)”
“ภิกษุทั้งหลาย เมื่อใดที่ภิกษุวางจิตที่ตั้งมั่นให้เฉยนิ่งได้เป็นอย่างดี เมื่อนั้นอุเบกขาสัมโพชฌงค์ก็เป็นอันเริ่มต้นขึ้น ภิกษุนั้นชื่อว่าได้เจริญอุเบกขาสัมโพชฌงค์ อุเบกขาสัมโพชฌงค์นั้นย่อมจะถึงความเจริญและความบริบูรณ์”
ต่อจากนั้น พระพุทธองค์ตรัสถึงการเจริญสติปัฏฐานข้อต่อไป คือการเพ่งพิจารณาเวทนาในเวทนา การเพ่งพิจารณาจิตในจิต และการเพ่งพิจารณาธรรมในธรรม ตามลำดับ ซึ่งมีวิธีการปฏิบัติเหมือนกับที่กล่าวถึงแล้วในเรื่องการเพ่งพิจารณากายในกายทุกประการ การเจริญสติปัฏฐาน 4 โดยวิธีนี้ (แต่ละอย่าง) เมื่อภิกษุเจริญแล้วทำให้มากแล้ว ชื่อว่าเป็นการเจริญโพชฌงค์ 7 ให้บริบูรณ์
เจริญโพชฌงค์ 7 อย่างไร วิชชาและวิมุตติจึงจะบริบูรณ์
(291) โพชฌงค์ 7 ที่ภิกษุเจริญแล้ว ทำให้มากแล้ว จะทำให้วิชชาและวิมุตติบริบูรณ์ได้ ตรัสว่า ได้แก่การเจริญโพชฌงค์ทั้ง 7 ตามลำดับ ตั้งแต่สติสัมโพชฌงค์จนถึงอุเบกขาสัมโพชฌงค์ ซึ่งแต่ละอย่างต้องเป็นโพชฌงค์ที่อิงวิเวก (วิเวกนิสฺสิตํ – อิงความสงัดจากกิเลส) อิงวิราคะ (วิราคนิสฺสิตํ – อิงความปราศจากราคะ) อิงนิโรธ (นิโรธนิสฺสิตํ – อิงความไม่มีกิเลส) และน้อมไปเพื่อการปล่อยวาง (โวสฺสคฺคปริณามึ – หมายถึงมุ่งสู่นิพพาน)
(วิชชาและวิมุตติในที่นี้ หมายถึงอาสวักขยญาณ อริยผลและนิพพาน การปฏิบัติตามแนวนี้เป็นเรื่องของวิปัสสนา)
Recommended Posts

91 Years Lungtachi
July 10, 2016

True Love according to Buddhism
January 22, 2015

The good Buddhist
December 05, 2014

