พระพุทธเจ้าทรงอุบัติขึ้นเพื่อขจัดปัญหา คือ ความทุกข์

ในช่วงสัปดาห์ส่งเสริมพระพุทธศาสนาฉลองวันวิสาขบูชา ซึ่งเป็นวันสำคัญสากลของโลก ชาวพุทธทุกชุมชน ทุกประเทศ ต่างก็จัดกิจกรรมทำพิธีบูชาสักการะ และจัดประพฤติปฎิบัติธรรมตามสมควรแก่ฐานะวัดและชุมชนของตน ๆ สำหรับวัดไทยในสหรัฐอเมริกานั้นก็จะถือเอาตามปฏิทินไทย คือปีนี้เป็นปีอธิกมาส (๘ สองหน) ก็จะเลื่อนการทำบุญวันวิสาขบูชาจากวันเพ็ญเดือน ๖ เป็นวันเพ็ญเดือน ๗ ซึ่งตรงกับวันจันทร์ที่ ๔ มิถุนายน ที่วัดต่าง ๆ สะดวกในการจัดพิธีทำบุญ ฟังธรรม และเวียนเทียน ตามประเพณีที่ทำสืบ ๆ กันมา
ในโอกาสสำคัญนี้เพื่อเป็นการรำลึกถึงพระคุณอันยิ่งใหญ่ขององค์สมเด็จสัมมาสัมพุทธเจ้าที่พระองค์ได้เสด็จอุบัติขึ้นมาในโลกนี้เพื่อขจัดปัญหา คือ ความทุกข์ ของมวลมนุษย์ชาติ และการตรัสรู้ธรรมของพระองค์ เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ได้ทำให้พระองค์มีพระปัญญาอันลึกซื้งกว่ามนุษย์ธรรมดา จะเห็นว่าความกว้างขวางแห่งพระปัญญาของพระพุทธเจ้านั้นครอบโลกไปหมด ดังนั้น จึงเรียกพระนามของพระองค์ว่า “สัพพัญญู” บ้าง “โลกวิทู” บ้าง ตามสมควรแก่เหตุ หากจะเรียกพระปัญญาของพระพุทธเจ้าว่า “มหาปัญญา” ปัญญาของนักวิทยาศาสตร์ และเรียกปัญญาทั่ว ๆ ไปมีปัญญาในการบริหารการจัดการ เป็นต้นว่า “กุสโลบาย” ก็น่าจะได้อย่างสนิททีเดียว
ยกตัวอย่างให้เห็นง่าย ๆ เช่นชาวบ้านทั่วไป ถึงจะฉลาดแค่ไหน เขาก็จะมีเพียงปัญญาเพื่อประกอบอาชีพเท่านั้น ยังตกเป็นทาสของระบบและความคิดของคนบางกลุ่มอยู่นั่นเอง ส่วนมากแล้วจะมองปัญหาในระยะสั้น แคบ และเป็นปัญญาที่ค่อนข้างจะมีผลกระทบต่อธรรมชาติสูงมาก นอกจากนี้ยังขาดความคมเฉพาะด้านอีกด้วย พวกนักวิทยาศาสตร์ นั้น มีปัญญาที่มีความคมเฉพาะด้านสูงมาก แต่ก็มีขอบเขตจำกัดอยู่แค่นั้น ไม่รู้จักสิ่งทั้งหมดทั้งด้านวัตถุและด้านจิตใจได้ทั้งโครงสร้างเช่นกับพระพุทธเจ้า เช่น เซอร์ ไอแซ็ก นิวตัน นั่งอยู่ใต้ต้นแอปเปิ้ล เห็นลูกแอปเปิ้ลหล่นลงมาก็รู้แต่เพียงว่า นั่นคือลูกแอปเปิ้ลมีความรู้แถมมานิดหน่อยเท่านั้นว่า โลกมีแรงโน้มถ่วง ซึ่งจริง ๆ แล้วพระพุทธเจ้าท่านตรัสว่า นั้นมันเป็นเรื่องของไตรลักษณ์ แอปเปิ้ลลูกนี้ ต้องเป็นไปตามเหตุตามปัจจัย เมื่อถึงคราวที่ผลแก่เต็มที่แล้ว ขั้วของมันก็จะหลุดร่วงลงมา และแม้แต่คำว่า แอปเปิ้ล ก็ยังเป็นสิ่งสมมุติอยู่นั่นเอง ถึงคนชื่อนิวตันจะเกิดหรือไม่เกิดขึ้นมาในโลกใบนี้เลย แอปเปิ้ลลูกนั้นมันก็ต้องหล่นลงตามเหตุตามปัจจัย เพื่อเป็นการแสดงอาการของไตรลักษณ์ให้ชาวโลกเห็นอยู่แล้ว เพราะทั้งลูกแอปเปิ้ลทั้งโลกและแรงโน้มถ่วง รวมไปถึงตัวของนิวตันด้วย ก็ล้วนแต่เป็น ธัมมฐิติ เป็นกฎที่ดำรงอยู่อย่างนั้น พระพุทธเจ้า จะเกิดหรือไม่เกิด ไอน์สไตน์ จะมีหรือไม่มี นิวตัน จะเห็นหรือไม่
เห็น เมื่อถึงเวลา แอปเปิ้ลลูกนั้นก็ต้องหล่นอย่างแน่นอน
สรุปง่าย ๆ ก็คือว่า กฎที่นักวิทยาศาสตร์ค้นพบแต่ละกฎแต่ละทฤษฎีนั้น ล้วนแต่เป็นกฎย่อยกฎหนึ่งหรือเป็นส่วนหนึ่งของกฎไตรลักษณ์ที่พระพุทธเจ้าทรงตรัสไว้เท่านั้น
และเพราะความเข้าใจอันลึกซึ้งแห่งพระปัญญาของพระพุทธเจ้าที่สามารถเข้าใจถึงสภาพวัตถุและจิตใจได้มากกว่านักวิทยาศาสตร์นี้เอง นักปราชญ์แห่งยุคท่านหนึ่งจึงพูดได้อย่างเต็มภาคภูมิว่า “พุทธศาสนาในฐานะที่เป็นพื้นฐานแห่งวิทยาศาสตร์” หรือถ้าจะพูดให้ถูกที่สุดจะพูดว่า “วิทยาศาสตร์เป็นเพียงแขนงหนึ่งในพระพุทธศาสนาเท่านั้น” ก็สมควร
อันนี้ เป็นความแตกต่างกันแห่งปัญญาของบุคคลทุก ๆ ระดับ ตั้งแต่ปุถุชนจนพระอริยะเจ้าระดับพระพุทธเจ้า ปัญญาของปุถุชนที่พอมีความฉลาดอยู่บ้างก็คิดอยู่แต่ว่า จะมีอะไรกิน? จะกินวิธีไหน? และวิธีได้ของกินมาจะทำอย่างไร? ทำอย่างไรจึงจะร่ำรวย จะได้กำไรมาก ๆ เมื่อมีความคิดเช่นนี้วิชาว่าด้วยการจัดการการบริหารจึงเกิดขึ้น
ปัญญาแบบนักวิทยาศาสตร์
พวกที่สอง (พวกหัววิทยาศาสตร์) ก็มัวครุ่นคิดอยู่ว่า โลกนี้คืออะไร? หินก้อนนี้ถูกผสมไว้ด้วยสสารอะไรบ้าง? จะนำมาแปรรูปใช้เป็นอะไรได้บ้าง และจะเอามาได้ด้วยวิธีไหน? เมื่อคิดดังนี้แล้วคนพวกนี้ก็จะเกิดการขวนขวายทดลองด้วยวิธีการต่าง ๆ วิชาวิทยาศาสตร์จึงเกิดขึ้นด้วยอาการอย่างนี้ ทั้งสองพวกแรกนี้บ้างก็แสวงหาเพียงราคาของธรรมชาติ เพื่อที่จะเอาเปรียบธรรมชาติ บ้างก็แสวงหาความรู้เพียงอย่างเดียว บ้างก็แสวงหาเพียงความจริงของวัตถุธาตุเท่านั้น สิ่งทุกสิ่งที่นับมานี้เป็นสิ่งที่มีอยู่ในพระพุทธเจ้าหมดแล้ว แต่สิ่งที่พระพุทธองค์มีมากไปกว่านั้นก็คือ พุทธวิธี ในการดับทุกข์ และการนำเอาหลักธรรมไปสั่งสอนแก่เวไนยสัตว์ ซึ่งไม่มีผู้ใดชาญฉลาดเทียบเท่าพระพุทธองค์ได้เลย จึงมีการย่อเอาคุณของพระพุทธองค์ไว้อย่าง
รัดกุมและครบถ้วนไว้เพียง ๓ ประการ คือ :-
๑. พระบริสุทธิคุณ ทรงหมดจดจากกิเลสเครื่องเศร้าหมอง
๒. พระมหากรุณาธิคุณ คือทรงมีเมตตาต่อสัตว์โลกทุกหมู่เหล่า
๓. พระปัญญาคุณ ทรงเป็นผู้ฉลาดที่สุดหาผู้เสมอเหมือนมิได้
นอกจากพระผู้มีพระภาคเจ้าจะสมบูรณ์ไปด้วยคุณต่าง ๆ แล้ว พระองค์ยังเป็นนักปกครองที่ครบถ้วนไปด้วยวิธีที่น่าอัศจรรย์มาก พระองค์ทรงมีวิธีการปกครองให้เลือกเอาไปใช้ได้ทั้งสองวิธี คือ : ระบอบประชาธิปไตย ๑ ระบอบเผด็จการ ๑ ระบอบประชาธิปไตยนั้นทรงให้ใช้อปริหานิยธรรมในการปกครอง ส่วนระบอบเผด็จการนั้นทรงให้ใช้ทศพิธ ราชธรรม ๑๐ ประการในการปกครอง พระองค์เป็นผู้เดียวเท่านั้นที่ปกครองสาวกด้วยความรู้ทั้งสองแบบคือความรู้สามัญที่เกิดจากการเรียนรู้ จากประสบการณ์ตรง ที่ได้เห็นได้ยินได้สัมผัสมาโดยตรงและความรู้วิสามัญคือความรู้ในด้านนามธรรมซึ่งได้แก่เรื่องของจิตใจ การบริหารจิตการควบคุมจิตใจจนอยู่ในควบคุมอยู่ในอำนาจได้ความรู้วิสามัญเช่นนี้เองที่เรียกว่า “สัพพัญญู และโลกวิทู” ซึ่งเป็นความรู้จากการตรัสรู้ มิใช่ความรู้เกิดจากการเล่าเรียนศึกษา ในห้องสี่เหลี่ยม และปริญญาของพระพุทธองค์นั้นก็คือความดับไปแห่งกิเลสอาสวะทั้งปวง โดยมีธรรมชาติเป็นผู้มอบให้สมกับที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ว่า “กตมา จ ภิกฺขเว ปริญฺญา ราคกฺขโย โทสกฺขโย โมหกฺขโย. อยํ วุจฺจติ ภิกฺขเว ปริญฺญา” ความว่า “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย! ปริญญาเป็นไฉน คือ ความสิ้นไปแห่งราคะ ความสิ้นไปแห่งโทสะ ความสิ้นไปแห่งโมหะ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย! นี้เราเรียกว่าปริญญา” แต่ปริญญาที่เกิดจากการศึกษาเล่าเรียนทุกวันนี้ ที่ธรรมชาติมอบให้ คืออากาศเป็นพิษ ความแห้งแล้ง ป่าไม้หมดไป ปลาในห้วยหนองคลองบึงตายเป็นแพเป็นบาดเป็นแผล นี้คือปริญญาที่ธรรมชาติมอบให้แก่ผู้จบการศึกษาในปัจจุบันนี้
การฟื้นฟูปัญญา
ในทางพระพุทธศาสนานั้น ได้บ่งถึงคุณูปกรณ์ให้ปัญญาเกิดมีอยู่ ๓ ทางด้วยกันคือ สุตมยปัญญา ปัญญาที่เกิดจากการฟัง ๑ จินตามยปัญญา ปัญญาที่เกิดจากการคิด ๑ ภาวนามยปัญญา ปัญญาที่เกิดจากการฝึกฝนอบรมทั้งจากการอบรมด้วยตนเอง และจากผู้อื่น ๑
การฟื้นฟูสุตมยปัญญา
ปัญญาที่เกิดขึ้นจากการฟังนั้นหมายความว่า ขณะที่ฟังไป ๆ นั้นเกิดมีแนวคิดที่แตกฉานออกไปจากเรื่องที่ฟังอยู่นั้นอย่างมากมาย บางส่วนทำให้เกิดการวิจารณ์ บางส่วนน้อมเข้ามาใส่ตัวทำให้เกิดปัญญาขึ้นได้อย่างน่าอัศจรรย์ ในสมัยครั้งพุทธกาลนั้น จะมีบุคคลที่ได้บรรลุธรรมเพราะการฟังธรรมมากเป็นอันดับหนึ่ง แต่การฟังธรรมนั้นต้องตั้งใจฟัง ไม่ใช่ตั้งหูฟัง จึงจะเรียกว่าการฟัง การได้ยินก็ยังไม่เรียกว่าการฟังเพราะการได้ยินกับการได้ฟังนั้นเป็นคนละอย่างกัน บางครั้งอาจเป็นการฟังโดยที่ไม่ได้ยิน บางครั้งอาจเป็นการได้ยินโดยที่ไม่ได้ฟังก็เป็นได้ ดังนั้นการฟังจึงเป็นวิธีการฟื้นฟูปัญญาได้ดีมาก
การฟังที่สร้างสรรค์นั้น คือการฟังที่เข้าถึงเนื้อหาของสิ่งที่กำลังฟังอยู่นั้น แม้ว่าสิ่งนั้นจะเป็นเพียงเสียงเพลงก็ตามหากผู้ฟังสามารถแยกแยะได้ด้วยวิจารณญาณว่าสิ่งนั้นมีสาระอย่างไร มีโทษอย่างไร แสดงว่าปัญญาของผู้นั้นได้รับการฟื้นฟูสำเร็จแล้ว และบุคคลผู้นั้นเคยสั่งสมสุตะมาแล้วในอดีตชาติ มีหญิงสาวนางหนึ่งร้องเพลงขณะตำข้าวว่า :-
“ชรายะ ปริมัททิตัง เอตัง มิลาตัจฉวิจัมมนิสสิตัง
มรเณน ภิชชติ เอตัง มัจจุสสะ ฆสมาทิสัง คะตัง
กิมินัง อาลยัง เอตัง นานากุณปปูริตัง
อสุจิภาชนัง เอตัง กัฏฐักขันธสมัง อิมัง.”
ความว่า “สรีระนี้ อาศัยหนังมีผิวเหี่ยวแห้งถูกชราย่ำยีแล้ว สรีระนี้ถึงความเป็นอามิสคือเหยื่อของมฤตยู ย่อมตกไปเพราะมรณะ สรีระนี้เป็นที่อยู่ของหมู่หนอน เต็มไปด้วยซากศพต่าง ๆ สรีระนี้เป็นภาชนะที่สกปรก สรีระนี้เสมอด้วยท่อนไม้”
ขณะที่ร้องเพลงไปด้วยตำข้าวไปด้วยนั้น เจ้าตัวมิได้พิจารณาไปกับเนื้อความนั้นเลย แต่มีครอบครัวหนึ่ง ซึ่งมีพ่อกับลูก ๗ คนที่เพิ่งกลับออกมาจากป่าได้ฟังเพลงนั้นเข้าพอดี ทั้งหมดนั้นได้บรรลุปัจเจกโพธิญาณเพราะการฟังนั้น มีหญิงสาวอีกนางหนึ่งซึ่งเป็นนางทาสีขนหม้อน้ำ ขณะที่นางไปตักน้ำนั้น นางได้เห็นดอกบัวที่เกิดอยู่ในสระนั้นจึงได้ร้องเพลงเกี้ยวดอกบัวนั้นขึ้นด้วยความสำราญใจว่า :-
“ปาตผุลลัง โกกนทัง สุริยาโลเกน ตัชชิยเต
เอวัง มนุสสัตคตา สัตตา ชราภิเวเคน มิลายันติ.”
ความว่า “ดอกปทุมชื่อโกกนุทบานแล้วในยามเช้า ถูกแสงพระอาทิตย์ แผดเผา ฉันใด สัตว์ทั้งหลายผู้ถึงความเป็นมนุษย์แล้ว ย่อมเหี่ยวแห้งอับเฉาไปด้วยกำลังแห่งชรา ฉันนั้น”
พระธุดงค์องค์หนึ่งกำลังเดินผ่านมาได้ยินเสียงเพลงนั้นเข้าพอดี ท่านจึงมนสิการน้อมเอาดอกบัวนั้นเข้าไปเปรียบกับสังขารของตัวท่านเองจนสามารถหลุดพ้นจากอาสวะกิเลสได้ นี้เป็นตัวอย่างของสุตมยปัญญา คือปัญญาที่เกิดขึ้นจากการฟัง แม้จะถูกด่าถ้าฟังเป็นก็สามารถก่อให้เกิดปัญญาได้ การฟังเสียงเพลงขับที่สัมปยุตด้วยธรรมนั้น ยิ่งเป็นการง่ายต่อการให้เกิดปัญญา แต่ผู้ฟังจะต้องมีมนสิการและตั้งใจฟังจริง ๆ ไม่ใช่เพียงแค่ได้ยิน ในภาษาบาลีท่านเรียกว่า “โอหิตโสโต” แปลว่า การเงี่ยโสตลงสดับ คือตั้งใจฟังหรือฟังอย่างตั้งอกตั้งใจนั่นเอง พระพุทธเจ้าท่านได้ตรัสอานิสงส์ที่เกิดจากการฟังไว้ถึง ๕ ประการด้วยกันคือ :-
๑. อัสสุตัง สุณาติ ได้ฟังสิ่งที่ยังไม่เคยได้ฟัง
๒. สุตัง ปริโยทาเปติ เข้าใจสิ่งที่ได้ฟังแล้วชัดยิ่งขึ้น
๓. กังขัง วิหนติ บรรเทาความสงสัยเสียได้
๔. ทิฏฐิง อุชุง กโรติ ทำความเห็นให้ตรงได้
๕. จิตตัสสะ ปสีทติ จิตของผู้ฟังย่อมเลื่อมใส
ทั้ง ๕ ประการนี้ เป็นอานิสงส์ที่เกิดขึ้นจากการฟัง และเป็นวิธีการที่ทำให้สาวกของพระพุทธเจ้าได้
บรรลุธรรมได้มากที่สุดในครั้งพุทธกาล
Recommended Posts

ขอเชิญร่วมงานทอดกฐินสามัคคี – Kathina Ceremony 2018
October 31, 2018
ประวัติวัด
October 18, 2016

ขอเชิญร่วมงานทอดกฐินสามัคคี – Kathina Ceremony 2016
October 05, 2016

